ยินดียินดีต้อนรับเข้าสู่แผนกวิชาเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคปักธงชัย โดยมีครู 4 ท่านได้แก่ ครูกฤษณะ  แก้วมณี ครูชนะชัย  ศรีตระกูล  ครูสมภพ  ญาติฉิมพลี  ครูเกรียงไกร  สักขุนทด

      




KRITSANA  KAEWMANEEcheekysad



 AUTOMECHANICS

 

สถิติ
เปิดเมื่อ7/06/2013
อัพเดท29/11/2013
ผู้เข้าชม22237
แสดงหน้า25430
ปฎิทิน
November 2017
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
  
AdsOne.com

ส่งงานแผนกอิเล็กทรอนิกส์

ส่งงานแผนกอิเล็กทรอนิกส์
อ้างอิง อ่าน 484 ครั้ง / ตอบ 6 ครั้ง

kritsana1
 
kritsana1 kritsana_k@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 14/01/2017 13:57
1
อ้างอิง

นาย นิพนธ์ คำภานุช
เทคนิกการดูแลรถและถนอมเครื่องยนต์อย่างถูกวิธี^^
เพื่อทะนุถนอมอายุการใช้งานรถ ของท่านให้ยืนยาว 
และเป็นการรักษาอายุของท่านเองด้วย เราขอแนะนำข้อปฏิบัติ 
หลักสิบประการ เพื่อใช้และบำรุงรักษารถ ออโตเมติก ดังต่อไปนี้ 

1. เมื่อเริ่มจะใช้งานนั้น ควรอุ่นเครื่องก่อนทุกครั้ง เพราะการใช้งาน ทันทีทันใด 
ในขณะที่น้ำมันเครื่องยังไม่ได้หล่อลื่นไปทั่วห้องเค รื่องนั้น อาจทำให้ลูกสูบติด หัก หรืองอได้ 

2. ในตอนออกสตาร์ทใหม่ๆ อย่าเร่งเครื่องทันที เพราะการเร่งเครื่องทันทีนั้น อาจทำให้ 
ผู้ขับเกิดอาการอ่อนเพลีย ขับได้ไม่นาน อาการตอบสนองของเครื่องจะไม่ดี เครื่องกระตุก 
นอกจากนั้น เครื่องอาจหงุดหงิด เกิดอาการสำลักน้ำมันได้ง่าย และการเดินทางจะไม่ถึงที่หมาย 

3. ในขณะติดไฟแดงนั้น ไม่ควรใช้งาน แม้ในทางทฤษฎีแล้ว 
เครื่องบางเครื่องอาจเป็นช่วงเหมาะสมที่จะนำไปใช้งาน แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว 
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่ควรใช้งาน เนื่องจากเครื่องอาจเกิดปัญหา ผุกร่อน คราบเขม่า น้ำมันจารบี 
อีกทั้งยังอาจผลเสียต่อสุขภาพของผู้ขับขี่ และเครื่องเช่นกัน ในจังหวะไฟเขียว 
ก็ควรจะดูรอบเครื ่องและอุณหภูมิด้วย อย่าสุ่มสี่สุ่มห้า ใช้ไม่บันยะบันยัง อาจเกิดปัญหาอื่นตามมาได้ 
โดยเฉพาะในกรณีท่านที่ขับรถสปอร์ต ยืมเขามาขับ หรือลักลอบขับยิ่งอันตรายมาก 
สำหรับผู้ขับที่ยังไม่ได้มีรถส่วนตัวอย่างแท้จริง 
ส่วนท่านที่ใช้รถครอบครัวกรณีนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใ ด ตกลงกันได้เสมอ

4. สำหรับรถและเครื่องที่มีอายุการใช้งานมานาน การขับขี่อาจนุ่มนวล แต่รู้สึกว่าการตอบสนองไม่เร้าใจ 
เนื่องจากเกิดความคุ้นชิน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ท่านอาจเปลี่ยนแปลงวิธีขับ เช่น รู้จักเข้าโค้งอย่างนุ่มนวล 
หรือในทางตรงกันข้าม เข้าโค้งรุนแรง ขับถอยหลัง ขับออกด้านข้าง ขับขึ้นเขา ขับลงเขา ขับๆ หยุด ๆ 
ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ขับเกิดความตื่นเต้น และเครื่องยนต์ ก็จะตอบสนองดีขึ้น หากท่านใช้วิธีขับแบบเดิม
ทื่อๆ ไป ไม่มีความเร้าใจ เครื่องและรถก็อาจอยากได้คนขับใหม่ด้วยเช่นกัน อย่าได้คิดว่าเปลี่ยนรถจะง่ายกว่าฝ่ายเดียวนะ 

5. สำหรับมือใหม่หัดขับนั้น หากได้รถยังไม่พ้น รัน-อิน ยิ่งควรทะนุถนอม เพราะการขับอย่างรุนแรง
ตะกรุมตะกรามนั้น อาจทำให้เครื่องยนต์เกิดความเข็ด และไม่ให้ความร่วมมือในการเดินทางครั้งต่อไป
เนื่องจาก อาจเกิดภาวะความเสียหายของห้องเครื่องได้ง่าย ควรค่อยเป็นค่อยไป 
เมื่อใช้งานไปได้สักระยะหนึ่ง จึงควรเปลี่ยนแปลงวิธีการขับ เป็นขับโลดโผน เสี่ยงตาย ขับควงสว่าน 
ขับลงน้ำ ขับกลางสายฝน ขับหงายท้อง ก็แล้วแต่จะดัดแปลง

6. สำหรับผู้ใช้รถเก่า เมื่ออายุการใช้งานนานพอสมควร หรืออายุเครื่องถึงสามสิบปี ควรนำเข้าศูนย์
เช็คช่วงล่าง และกันชนหน้าเสมอ เพราะอาจเกิดสภาวะการผุกร่อน หรือการเปลี่ยน 
แปลงทางเคมี ขอให้นำเข้าตรวจสภาพเป็นประจำ เพื่อยืดอายุการใช้งาน รักรถ ต้องหมั่นตรวจ 
โปรดจำไว้..ส่วนการจะนำไปโอเว่อร์ฮอล หรือไม่นั้น แล้วแต่จะตกลงกัน ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญ
กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญที่ใจ และฝีมือคนขับด้วย ไม่ใช่โทษแต่เครื่องยนต์อย่างเดียว 

7. ระหว่างการขับขี่ ไม่ว่ารถมีอายุการใช้งานอย่างใด ข้อควรระวังก็คือ ห้ามบ่นอย่างเด็ดขาด 
ว่าเครื่องไม่ฟิตเหมือนเดิม หรือว่ากำลังแรงม้าลดลง ขับไม่ตื่นเต้น หรือชมว่า คันนู้น คันนี้ 
น่านั่งน่าขับ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้ หรืออย่างเบาะ ๆ อาจเสียทรัพย์สิน 
อุบัติเหตุในเรื่องดังกล่าว มี อัตราชายไทยเสียชีวิตสูงมาก 
สังเกตุได้จากหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน 

8. เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการขับขี่ : 
การใช้งานอย่างราบรื่นนั้น อาจต้องหมั่นเปลี่ยนบรรยากาศการขับ เปลี่ยนสถานที่ขับขี่ 
(อย่าเปลี่ยนคัน อันตรายมาก เตือนแล้ว!!) สำหรับท่านที่ใช้รถครอบครัว 
ให้ดูแลลูกเต้าให้หลับเป็นที่เป็นทางให้เรียบร้อย เพราะการขับขี่อาจหยุดชะงักลงได้ 
เนื่องจากเจอปัญหา เด็กข้ามตัดหน้า เด็กเปิดประตูระหว่างขับ ไม่ข้ามทางม้าลาย 
จนต้องอุทาน 'ลูกใครหว่า?' เขิน เป็นที่สุด..อ้อ..ไม่ควรสูบบุหรี่ก่อน 
หรือระหว่างขับ เนื่องจากกลิ่นบุหรี่จะทำให้รถเกิดความสกปรก เครื่องยนต์ตอบสนองไม่ดี 
แปรงฟันเสียด้วย หากกินข้าวกินปลาเสร็จใหม่ๆ พักสักแป๊บก็ดี เดี๋ยวจุกแย่ ผู้ขับมือใหม่ 
หากตื่นเต้น ระหว่างขับ ให้ชลอความเร็ว ลดรอบเครื่องยนต์ คิดเรื่องอื่น ๆ สูดหายใจยาว ๆ
จะทำให้เกิดการผ่อนคลาย และเดินทางได้นานขึ้น 

9. ความรู้ทางด้านช่างเบื้องต้น: ระวังรักษา ท่อไอดี และไอเสีย และท่อเติม น้ำมัน ให้ทำงานดีเสมอ 
การใช้งานอย่างสับสน ผิดท่อผิดทางนั้น อาจเกิดความตื่นเต้นในการขับขี่เป็นครั้งคราว 
แต่ทั้งนี้ อาจเกิดผลเสียแก่เครื่องยนต์ในระยะยาว รักษาความสะอาด ทั้งห ัวจ่ายน้ำมัน และท่อต่าง ๆ 
ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หมั่นตรวจเครื่องยนต์และอื่น ๆ ชมได้ ห้ามติ โดยเฉพาะ กันชนเล็กไป 
นุ่มไป เหลวไป หย่อนไป เครื่องหลวม เครื่องสั่น ม่ฟิต เร่งไม่แรง แซงไม่พ้นโปรดพึงสังวร 
ว่าเกิดจากการใช้งานอย่างไม่ถูกวิธีของท่าน หาใช่เกิดจากผู้ผลิต 

10. ความปลอดภัย และวินัยจราจร: เมาไม่ขับ เนื่องจาก หากเมามากเกินไป แม้มีความเชื่อว่า 
จะทำให้ขับได้นาน ทรหดก็ตาม แต่ก็จะสูญเสียทัศนวิศัย และความสามารถในการตอบสนองอื่น ๆ 
อาจเกิดการผิดที่ผิดทาง ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ขับผิดคัน ล้วนแต่เป็นเหตุแห่งความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งสิ้น 
 
นาย นิพนธ์ คำภานุช aose147@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 5/09/2013 14:50
2
อ้างอิง

นาย อดิศักดิ์ มนต์กิ่ง
[วิธีการดูแล] ดูแลรักษาเครื่องยนต์ส่วนไหนบ้าง (สำหรับมือใหม่)
  ตามหัวข้อครับ หลายคนที่มีรถอยู่แล้ว หรือเพิ่งจะมี ต้องถามกันทุกคนเมื่อได้รถมา  ในการดูแล
เครื่องยนต์ด้วยตัวเองหลักๆ แล้วจะมีเพียงแค่ 2-3 อย่างเท่านั้น เช่น ในส่วนของน้ำ น้ำมันเครื่อง
แบตเตอรี่ และหัวเทียน ซึ่งในส่วนของน้ำมันเครื่องอยากให้ตรวจเป็นนิสัย ควรดึงก้านวัดในขณะ
เครื่องเย็นหรือ ในตอนเช้า เพราะน้ำมันในส่วนต่างๆ ของตัวเครื่องยนต์จะตกอยู่ในแคร้งทั้งหมด 
ถ้าดึงก้านวัดขึ้นมาแล้วต่ำกว่าขีดล่างถือว่าผิดปกติ แต่ถ้ามากกว่าขีดบนประมาณ 1เซนติเมตร หา
กลองสตาร์คเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 1นาที แล้วมาวัดใหม่ ระดับน้ำก็จะอยู่ในขีดพอดี ที่สำคัญควร
เติมน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับพอดีเสมอ หากว่าเหลืออีก 1,000 กิโลเมตร จะต้องเปลี่ยนก็ไม่ต้อง
ให้เต็มเสมอไป โดยอาจนำมาเติมแค่ครึ่งลิตรเพื่อรอการเปลี่ยนต่อไป


สำหรับน้ำมันหล่อลื่นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ แบบธรรมดากึ่งสังเคราะห์ และแบบ
สังเคราะห์  สำหรับรถที่วิ่งในเมืองจะไม่ได้ใช้ความเร็วมากนัก แต่จะใช้เครื่องยนต์ปั่นแอร์ในขณะที่
รถติดเสียมากกว่า ซึ่งทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก ควรเปลี่ยนน้ำมันจากเดิมที่ 10,000 กิโลเมตร
ลดลงเหลือ 7,000 กิโลเมตร และควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องด้วยเช่นกัน หลายคนมักถาม
เสมอว่าน้ำมันที่แพงกว่าจะใช้ได้ดีกว่าหรือป่าว ขอตอบตรงนี้เลยว่าไม่ใช่ โดยทั้ง 2ชนิดนี้ให้ความ
หล่อลื่นเท่ากัน เพียงแต่ว่าน้ำมันประเภทสังเคราะห์จะทนความร้อนมากกว่าเท่านั้นเอง “อ่านเพิ่ม
เติมได้ในบทความที่ผ่านมา” 


สิ่งที่ต้องดูแลในห้องเครื่องอันดับต่อมาคือ “น้ำ” สิ่งนี้สำคัญไม่แพ้น้ำมันเครื่อง ควรหมั่นตรวจทุก
วันจะดีที่สุด โดยตรวจควบคู่ไปกับการตรวจน้ำมันเครื่อง โดยรถบางคันนั้นอาจจะมีประปุกน้ำแยก
ออกมาต่างหาก สามารถมองเห็นน้ำได้ทันที แต่ในรถบางรุ่นจะมีแต่หม้อพักน้ำ โดยหม้อพักน้ำในที่
นี้ก็เป็นกระปุกเหมือนกัน  แต่เป็นท่อแยกออกมาจากฝาหม้อน้ำในตัวของหม้อน้ำ ในตัวหม้อน้ำจะมี
ฝา 1ฝา แยกออกมาเป็นท่อเล็กๆอีก 1 กระปุก ก็กลายเป็น 2กระปุก จึงทำให้หลายคนสับสน มัก
ตรวจตรงนี้ ที่จริงแล้วขอให้น้ำในรังผึ้งเต็มเป็นใช้ได้ และควรใส่น้ำยาลดความกระด้างลงไปด้วย
เพระว่าในน้ำยาจะมีคุณสมบัติทำให้น้ำเดือดช้าหรือหดขยายตัวน้อยลง และช่วยป้องกันสนิม




อันดับต่อมาคือ “แบตเตอรี่” ควรเปิดจุกและเช็กปริมาณน้ำในแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับประมาณ
80% ของปริมาณความสูง ถ้าเติมอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้ เวลาเครื่องร้อนจะทำให้เดือดและเกิดไอ
ความเค็มมากัดกร่อนตัวถัง อย่างรถบางคันจะเกิดขี้เกลือ โดยมีวิธีการดูแลรักษาง่ายๆให้ดูที่ขั้ว
แบตเตอรี่ และหาจาระบีหือน้ำมันเครื่องมาทาที่ขั้วเพื่อให้เกิดไขคราบ ทุกครั้งก่อนถึงบ้านควรดับ
พวก แอร์ และไฟให้หมด และติดเครื่องทิ้งไว้ประมาณ 1นาทีก่อนดับเครื่องทุกครั้งเพื่อให้ไฟเต็ม
ประจุอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้ยงมีสายพาน ทุกครั้งที่เครื่องเย็นแลวสตาร์ตจะมีการเกิดเสียง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อติดเครื่องสักระยะเสียงเหล่านี้ก็จะหายไป หากรำคาญหรือดังมากเกินไปก็ควรเปลี่ยนสายพาน
ห้ามนำน้ำมันหล่อลื่นำไปใส่เพราะจะทำให้สายพานเกินความลื่นและการแข็งตัวจะทำให้เสียงดัง
มากขึ้น และสิ่งที่ทำให้ทุเลาได้คือน้ำคราบไขสบู่ ซึ่งจะมีการขยายตัวและหดตัวที่เร็วกว่า และมี
ส่วนช่วยเลี้ยงร่องสายพานและตัวสายพานให้ยืดอายุการใช้งานได้ และหน้าฝนควรระวังเรื่อง
ความชื้นได้โดยเปิดฝากระโปรงและสตาร์ตเครื่องทิ้งไว้

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับบทความนี้ ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ท่านผู้อ่าน เหมือนรู้วิธีแล้วก็ควรนำ
ไปปฏิบัติ ใช้กันด้วยเพื่อรถที่คุณรัก จะได้อยู่กับคุณนานๆ สามารถนำไปบอกต่อกับคนที่เพิ่งซื้อรถ
หรือเพื่อนที่ใช้รถด้วยกัน ครับ สำหรับครั้งนี้ขอลาไปก่อน แล้วครั้งหน้าจะนำเทคนิคการดูแลรถยนต์
มาแนะนำกันครับ
 
นาย อดิศักดิ์ มนต์กิ่ง aonpro2011@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 5/09/2013 14:54
3
อ้างอิง

นาย อรุณ เพลิดดอน
การบำรุงรักษาเครื่องยนต์
               
เครื่องยนต์จะทำงานได้ดีและมีอายุการใช้งานยาวนาน  ขึ้นอยู่กับการใช้และบำรุงรักษาที่ถูกวิธี  ตามคู่มือของบริษัทผู้ผลิตกำหนด  และผู้ใช้หรือผู้ควบคุมเครื่องจะต้องเอาใจใส่ดูแลตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อย  ตั้งแต่เริ่มแรกการเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นไม่มากหากละเลยความเสียหายจะเกิดขึ้นมากเป็นทวีคูณ
ผู้ควบคุมเครื่องที่ดี  ควรมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์นั้นบ้างพอสมควรจะโดยมีพื้นฐานการศึกษาเดิม  มีประสบการณ์มาก่อน  ควรมีการอบรม  ชี้แจงเพิ่มเติมให้รู้จักและเข้าใจในเครื่องยนต์เพิ่มขี้น  และอีกประการหนึ่งที่ผู้ควบคุมควรมีคือ  การรู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์
สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้เครื่องยนต์ชำรุดสึกหรอ   หรือเสียหายเร็วกว่ากำหนดคือ  ระบบการหล่อลื่น  น้ำมันเครื่องที่ใช้ในการหล่อลื่น  ควรใช้ตามคู่มือของบริษัทผู้ผลิต  กำหนดให้ใช้เฉพาะเครื่องยนต์นั้น ๆ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซลจะต้องมีประสิทธิภาพในการหล่อลื่นที่ดีกว่า  น้ำมันหล่อลื่นที่ใช้กับเครื่องยนต์เบนซินเพราะเครื่องยนต์ดีเซลทำงานในลักษณะที่หนักกว่าเครื่องยนต์เบนซินแลพยายามใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ถูกต้อง  และสวะอาดเท่านั้น  อย่าใช้น้ำมันหล่อลื่นจากถังที่ตั้งทิ้งไว้โดยไม่ปิดฝา  เพราความชื้นและฝุ่นละอองในอากาศจะทำให้มีน้ำและฝุ่นทรายปนอยู่  ถึงแม้ว่าได้เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ดีแล้ว  การใช้งานจะเกิดความร้อนสูงตะกอนจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงรวมตัวกับน้ำมันหล่อลื่นทำให้เสื่อมคุณภาพลงหากยังทนใช้ต่อไปจะเกิดการสึกหรอสูงหรืออาจเกิดการชำรุดเสียหายไดจึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นตามกำหนดเวลาที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์กำหนดโดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
               
 
 
การบำรุงรักษารังผึ้งหม้อน้ำ
         
รังผึ้งหม้อน้ำ  ทำหน้าที่ควบคุมการระบายความร้อนจากห้องเผาไหม้เครื่องยนต์  ให้อยู่ในอุณหภูมิใช้งาน  (Working Temporature)  ระหว่าง  160 – 180 ฟ. มีลักษณะบอบบางและราคาแพง  หากได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง  หรือถูกวัสดุแข็งเพียงเล็กน้อย  รังผึ้งหม้อน้ำก็จะชำรุดเสียหาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งเครื่องสูบน้ำไปปฏิบัติงานในท้องถิ่น  หากไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว  รังผึ้งหม้อน้ำมักชำรุดเสียหายก่อน  ที่จะนำเครื่องสูบน้ำไปใช้งาน  ทำให้เกิดความยุ่งยากเสียเวลาในการซ่อมแซม  แต่อย่างไรก็ตามหากผู้เกี่ยวข้องมีความรับผิดชอบ  ก็สามารถป้องกันแก้ไขมิให้รังผึ้งหม้อน้ำเกิดการชำรุดเสียหายได้
ข้อควรระวัง
1.       ต้องตรวจดูระดับน้ำทุก ๆ ครั้งก่อนติดเครื่องยนต์  ปกติระดับน้ำต้องอยู่ระหว่างคอ
หม้อน้ำ
2.       ควรเติมน้ำที่สะอาดลงไปในหม้อน้ำเท่านั้น  เพื่อป้องกันมิให้หม้อน้ำ  หรือทางเดินของ
หลอดรังผึ้งหม้อน้ำเกิดการอุดตัน
3.       ตรวจดูรอยรั่วตามที่ต่าง ๆ เช่น  ท่อยางหม้อน้ำ  รังผึ้ง  ปั๊มน้ำ  ฯลฯ  หากมีรอยรั่วซึม
ให้ทำการซ่อมแซมแก้ไขทันที
4.       ตรวจดูสายพาน  อย่าให้หย่อนหรือตึงเกินไป  ปกติต้องอยู่ระหว่าง ½” – 1”
5.       ตรวจดูครีบที่รังผึ้งหม้อน้ำอย่าให้พับงอปิดช่องทางลม  หรือสกปรกเต็มไปด้วยดิน
โคลนและคราบน้ำมัน  เพราะจะทำให้ระบายความร้อนยาก  เครื่องยนต์จะร้อนจัด  หากครีบพับงอให้ใช้ใบเลื่อยหรือโลหะบาง ๆ ดัดให้ตรง  ถ้าครีบสกปรกให้ทำความสะอาด  ใช้ลมหรือไอน้ำร้อนที่มีความดันสูงพ่นย้อนทิศทางลมเข้า
6.       พัดลมระบายความร้อนต้องอยู่ในสภาพที่ดี  ไม่แตกหัก  หรือบิดงอเสียศูนย์จะทำให้
ปั๊มน้ำชำรุด
7.       อย่าติดเครื่องยนต์โดยมิได้ปิดฝาหม้อน้ำเป็นอันขาด  เพราะจะทำให้เกิดตะกรันในรัง
ผึ้งและภายใน  เครื่องยนต์  เนื่องจากน้ำในรังผึ้งหม้อน้ำระเหยออกได้ง่าย  เครื่องยนต์จะร้อนจัด  เพราะระบายความร้อนยาก
8.       เกย์วัดความร้อนต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้  หากเสียใช้การไม่ได้ให้จัดการเปลี่ยน
ใหม่
9.       อย่าปิดฝาหม้อน้ำเพื่อตรวจเช็คระดับน้ำในขณะที่เครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูง  หรือกำลัง
ทำงานอยู่  เพราะกำลังดันของไอน้ำจะทำให้เกิดอันตรายได้
 
10.    หากน้ำในหม้อน้ำเกิดแห้งลงในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน  และมีอุณหภูมิสูง  อย่า
ดับเครื่องยนต์และเติมน้ำในทันที  ให้ติดเครื่องเดินเบาสักระยะหนึ่ง  พอให้อุณหภูมิเครื่องยนต์ลดลง  แล้วค่อย ๆ เติมน้ำที่สะอาดลงไปทีละน้อยด้วยความระมัดระวัง
11.    ถ่ายน้ำทิ้งเมื่อเห็นว่าน้ำในหม้อน้ำสกปรก  เช่น  มีสนิม  หรือคราบน้ำมัน  การถ่ายน้ำ
มันให้ติดเครื่องเดินเบา  พร้อมกับนำน้ำสะอาดมาเติมที่หม้อน้ำให้เต็มอยู่เสมอ  ในขณะที่ก๊อกถ่ายน้ำมันกำลังเปิดอยู่  การทำเช่นนี้เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายสิ่งสกปรกทิ้งไปตามน้ำด้วย
 
 
การบำรุงรักษาแบตเตอรี่
แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานจากปฏิกิริยาทางเคมี  เป็นพลังงานไฟฟ้า  ประกอบด้วย
-                   -          เปลือกหม้อที่ผลิตจากวัสดุที่บอบบาง
-                   -          แผ่นธาตุประกอบด้วยแผ่นตะกั่วบริสุทธิ์  และแผ่นตะกั่วอ๊อกไซด์  มีแผ่นฉนวนกั้น
ระหว่างแผ่นธาตุ
-                   -          น้ำยา  หรือ  Electrolite  ซึ่งเป็นส่วนผสมของน้ำกรดกำมะถันกับน้ำกลั่น  ให้ได้  ถพ.  ตาม
ที่ต้องการประมาณ  1,250
สรุปแล้วแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ที่บอบบางแต่ราคาแพง   หากไม่ได้รับการเอาใจใส่หรือบำรุงรักษาให้ถูกวิธี  ก็จะทำให้อายุการใช้งานสั้น  ไม่คุ้มค่า  เนื่องจากชำรุดเสียหายได้ง่ายจากการกระทบกระแทกของแข็ง  หรือใช้งานผิดวิธี
ข้อควรระวัง
1.             1.       เวลาใส่ขั้วแบตเตอรี่อย่าใช้โลหะหรือของแข็งตอกอัดขั้วลงไป  เพราะจะทำให้ขั้ว
แบตเตอรี่ชำรุดและแผ่นธาตุภายในหลุดร่วง  เกิดการชอร์ทในช่องของแบตเตอรี่  ควรใช้มือกดหมุนลงไปเท่านั้น  ถ้าขั้วสายเล็กกว่าให้หใช้ไขควงถ่างรอยผ่าเสียก่อน  แล้วขันน๊อตให้แน่นพอสมควร  เสร็จแล้วใช้จาระบทาบาง ๆ เพื่อป้องกันซัลเฟสเกาะที่ขั้วแบตเตอรี่
2.             2.       เวลาถอดขั้วสายออกจากแบตเตอรี่ห้ามใช้ไขควงหรือของแข็งงัดออก  จะทำให้ฝา
แบตเตอรี่ชำรุดเสียหายได้  ต้องกระทำโดยวิธีคลายสกรูออกให้หลวมเสียก่อน  แล้วใช้ไขควงกดปิดรอยแตกแยกให้ถ่างออกแล้วใช้มือหมุนออกเช่นเดียวกับข้อ 1
3.             3.       อย่าสตาร์ทเครื่องยนต์ให้นานเกินควร  หรือสตาร์ทติดต่อเป็นเวลานานเกิน  10  วินาที 
ถ้ายังขืนสตาร์ทเครื่องยนต์ต่อไปอีก  จะทำให้แผ่นธาตุแบตเตอรี่ชำรุด  หรือมอเตอร์สตาร์ทไหม้ได้
4.             4.       ให้เปิดฝาตรวจดูระดับน้ำยาที่อยู่ในช่องแบตเตอรี่แต่ละช่องทุกสัปดาห์  ถ้าระดับน้ำยา
ลดลงให้เติมเฉพาะน้ำกลั่นเท่านั้น  และควรสูงท่วมแผ่นธาตุประมาณ  1  ซม.
5.             5.       อย่าปล่อยแบตเตอรี่ไว้โดยไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานเป็นอันขาด  ต้องนำมาชาร์ทไฟ
อย่างน้อย  15  วันต่อครั้ง  ครั้งละไม่น้อยกว่า  30  นาที
6.             6.       ไม่ควรชาร์ทแบตเตอรี่ด้วยกระแสไฟที่สูงเกินไป  จะทำให้แผ่นธาตุทำปฏิกิริรยากับน้ำ
ยาอย่างรวดเร็ว  เกิดความร้อนสูง  ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลดลงกว่ากำหนด
7.             7.       หมุนฝาปิดน้ำยาให้แน่นและรูระบายอากาศต้องไม่อุดตัน  เพื่อระบายแก๊สขณะแผ่น
ธาตุทำปฏิกิริยากับน้ำยาในแบตเตอรี่  จะเกิดความร้อนและแก๊สขยายตัว  อาจทำให้แบตเตอรี่บวมหรือระเบิดได้
8.             8.       หมั่นเช็คทำความสะอาดฝาแบตเตอรี่  อย่าให้มีสิ่งสกปรก  เช่น  ฝุ่น  น้ำมัน  และ
ความชื้น  เป็นต้น  หรือใช้น้ำอุ่นล้างถ้ามีซัลเฟสเกาะที่ขั้วสาย
9.             9.       อย่าวางเครื่องที่เป็นโลหะบนหม้อแบตเตอรี่  จะทำให้เกิดการลัดวงจร  ขั้วแบตเตอรี่จะ
ชำรุดเสียหายได้
10.      10.    การติดตั้งแบตเตอรี่ต้องติดตั้งกับแท่นยึดที่แข็งแรงและแน่น  ไม่สั่นสะเทือนมากใน
ขณะปฏิบัติงานสะดวกต่อการบริการ  ไกลจากความชื้น  และอุณหภูมิไม่สูงเกินไป
11.      11.    ในการเคลื่อนย้ายแบตเตอรี่ให้ใช้วิธียก   อย่าลากหรือดึง  หรือปล่อยลงกระแทกพื้น
แรง ๆ เพราะอาจจะทำให้เปลือกหม้อแบตเตอรี่ทะลุได้
12.      12.    แบตเตอรี่ใหม่หลังจากเติมน้ำยาแล้วจะเกิดกระแสไปขึ้นเอง  ทางด้านเทคนิคห้ามไม่
ให้นำไปใช้งาน  เพราะจะทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นหรือเสื่อมสภาพเร็วผิดปกติ  จะต้องนำไปชาร์ทไฟเสียก่อนด้วยกระแสไฟอัตราไม่เกิน  2 – 3  แอมแปร์  ประมาณ  72  ชั่วโมง  แล้วจึงนำไปใช้งานก็จะทำให้ได้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
13.      13.    แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานและมีประสิทธิภาพดีที่สุด  แบตเตอรี่นั้นจะต้องได้รับการ
ประจุหรือชาร์ทไฟเต็ม  (Full  charge)  อยู่ตลอดเวลา
14.      14.    แบตเตอรี่ทั่วไปมีอายุการใช้งานระหว่าง  6  เดือน  ถึง  2  ปี  ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้และ
บำรุงรักษาที่ถูกวิธี  ถ้าบำรุงรักษาไม่ถูกวิธีจะมีอายุการใช้งานต่ำกว่า  6  เดือน  หรือถ้าใช้และบำรุงรักษาให้ถูกวิธีอายุการใช้งานจะได้ไม่น้อยกว่า  2  ปี  จะเห็นได้ว่าการใช้และบำรุงรักษาแบตเตอรี่ให้ถูกวิธี  อายุการใช้งานจะต่างกันหลายเท่าตัว
การบำรุงรักษาเรกกูเรเตอร์  (Regulator)
เรกกูเรเตอร์ที่เราเรียกกันทั่ว ๆ ไปว่า  คัทเอาท์  เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของไดชาร์ท  (Generator)  ไม่ให้จ่ายกระแสมากหรือน้อยเกินไป  อันอาจจะทำให้ไดชาร์ทชำรุดเสียหายเป็นตัวตัดต่อวงจรให้กระแสไฟฟ้าไหลจากไดชาร์ทเข้าไปดังแบตเตอรี่เพื่อเก็บเอาไว้ใช้งานต่อไป  คัทเอาท์กับไดชาร์ทจะทำงานสัมพันธ์กันโดยอุปกรณ์ทั้งสอง  จะต้องมีสภาพดีทั้งคู่  ระบบไดชาร์ทจึงจะทำงานได้ดีตามวัตถุประสงค์  แต่ถ้าไดชาร์ทดี  คัทเอาท์ชำรุดไฟจะไม่ชาร์ทหรือถ้าไดชาร์ทชำรุดคัทเอาท์ดี  ไฟก็จะไม่ชาร์ทเช่นกัน

ข้อควรระวัง

1.        เวลาใส่ขั้วแบตเตอรี่ทั้งสองขั้วต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนว่า  ขั้วไหนเป็นขั้วบวก (+)
หรือขั้วลบ (-)  และใส่สายแบตเตอรี่ให้ถูกกับขั้วแบตเตอรี่  โดยส่วนมากแล้วจะใช้ขั้วบวกเข้ากับมอเตอร์สตาร์ท  และขั้ลบลงแท่นเครื่อง  ถ้าใส่ผิดจะทำให้คัทเอาท์ชำรุดเสียหาย  ส่วนเครื่องยนต์ CMC.  บางรุ่น  ขั้วบวกจะต่อลงดินและขั้วลบต่อเข้ากับมอเตอร์สตาร์ท
2.             ห้ามปรับหรือแต่งคัทเอาท์จะเป็นการงัด  คลาย  หรือถอดอุปกรณ์ภายในคัทเอาท์เป็นอัน
ขาด  ถ้าไม่มีความชำนาญหรือประสบการณ์พอ  จะทำได้ก็เพียงใช้กระดาษทรายชนิดละเอียดขัด  เพื่อทำความสะอาดหน้าทองขาวเท่านั้น  ถ้าไม่ดีขึ้นต้องแจ้งให้ช่างที่ชำนาญแก้ไข
3.             อย่าเปิดฝาครอบคัทเอาท์ทิ้งไว้เพราะจะทำให้ความชื้นและน้ำมันกระเด็นเข้าไป  ทำให้เกิด
เป็นประกายไฟที่หน้าทองขาว  ถ้าไม่มีมิเตอร์วัดแอมแปร์  (Ampere)  แสดงไฟชาร์ท  ถ้าจะตรวจไฟชาร์ทหรือไม่  ให้ถอดขั้วแบตเตอรี่ออก  แล้วเขี่ยขั้วเดิมดู  ถ้ามีประกายไฟแสดงว่าไฟชาร์ท
 
การบำรุงรักษามอเตอร์สตาร์ท
มอเตอร์สตาร์ททำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่  เพื่อหมุนขับจานเฟืองที่ติดกับข้อเหวี่ยงเครื่องยนต์  ให้หมุนตามเป็นการเริ่มต้นให้เครื่องยนต์ทำงาน  มอเตอร์สตาร์ทจะมีอายุการใช้งานและประสิทธิภาพสูงขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษาที่ดี  ดังต่อไปนี้.-
1.        ไม่ควรสตาร์ทเครื่องยนต์เกินกว่าครั้งละ  10  วินาที  เพราะจะทำให้มอเตอร์สตาร์ท

ไหม้หรือเกิดการชำรุดเสียหายได้

2.        ไม่ควรใช้กระแสไฟในการสตาร์ทเกินกว่าที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด  เช่น  มอเตอร์สตาร์ท
ต้องการแรงเคลื่อนไฟฟ้าเพื่อสตาร์ท  12  โวลท์  แต่ผู้ควบคุมเครื่องมีความจำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่  2  ลูก  ต้องต่อแบบขนานเพื่อเพิ่มกระแสไฟ  อย่างต่อแบบอันดับ  เพราะจะทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างอื่นเสียหาย  เนื่องจากแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงอีกเท่าตัว  จาก  12  โวลท์  เป็น  24  โวลท์
3.        ไม่ควรใช้สายไฟหรือเครื่องมือ  เช่น  ไขควง  ต่อวงจรสตาร์ทแทนสวิทกุญแจ  เพราะ
จะทำให้โซลีนอยด์ทำงานไม่สะดวก  เกิดการกระแทกต่อเนื่องกันหลายครั้ง  อาจทำให้โซลีนอยด์เกิดการชำรุดเสียหายได้
4.        มอเตอร์สตาร์ทไม่ควรมีสิ่งสกปรกหรือคราบน้ำมันติดอยู่  เพราะจะทำให้ซี่คอมมิว
เตอร์และแปรงถ่านสกปรก  มอเตอร์สตาร์ทจะทำงานไม่เต็มที่  หรือไม่หมุน  เมื่อมีความจำเป็นต้องทำความสะอาด  ควรใช้น้ำมันระเหยตัวได้เร็ว  เช่น  น้ำมันเบนซิน  เป็นต้น
5.        อย่าให้น้ำหรือละอองน้ำเข้ามอเตอร์สตาร์ท  เพราะจะทำให้สปริงกดแปรงถ่าน  หรือ
ส่วนอื่น ๆ ภายในมอเตอร์สตาร์ทเป็นสนิม  แปรงถ่านอาจขัดตัว  มอเตอร์สตาร์ทจะไม่หมุน
6.        ในกรณีมอเตอร์สตาร์ทไม่ทำงาน  ควรตรวจสอบขั้วต่อสายต่าง ๆ เช่น  ขั้วสาย
แบตเตอรี่  ขั้วบวกหรือขั้วลบอาจหลุดหลวม  หรือแบตเตอรี่มีไฟไม่พอ
7.     ทุก  1,500  ชั่วโมงควรถอดทำความสะอาด  ใส่จาระบีที่ลูกปืน  หรือน้ำมันหล่อลื่นที่
บู๊ช  ตรวจซี่  คอมมิวเตอร์  ถ้าจำเป็นต้องกลึงและเซาะร่องไมก้า  แปรงถ่านถ้าสึกเกินครึ่งต้องเปลี่ยนใหม่  ตรวจแรงสปริงกดถ่านและซองแปรงถ่าน  อย่าให้แปรงถ่านขัดตัว
การบำรุงรักษาไดชาร์ท  (Generator)
ไดชาร์ทหรือ  Generator  เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้กับเครื่องยนต์ระบบ  Electric  Start  ทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟตรงสำหรับชาร์ทแบตเตอรี่  เพื่อใช้ในสตาร์ทเครื่องยนต์  และยังใช้กับหลอดไฟ  แสงสว่างสำหรับการทำงานของเครื่องยนต์ในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดี  ไดชาร์ทหรือ  Generator  จะทำงานได้ดีหรือมีอายุการใช้งานคงทน  ขึ้นอยู่กับการใช้และบำรุงรักษาให้ถูกวิธี  ดังนี้.-
1.               1.        หมั่นตรวจสอบความตึงของสายพานเสมอ  อย่าให้ตึงหรือหย่อนจนเกินไป  เพราะถ้าสาย
พานหย่อนเกินไป  จะทำให้ไดชาร์ทจ่ายกระแสน้อย  และสายพานจะสึกหรอชำรุดเสียหายได้  ถ้าสายพานตึงเกินไปจะทำให้ลูกปืนหรือบู๊ชไดชาร์ทชำรุดเสียหายได้เช่นกัน  (โปรดดูการใช้และบำรุงรักษาสายพาน)
  1. หล่อลื่นไดชาร์ทในกรณีทีมีช่องหยอดน้ำมันหล่อลื่นทุก ๆ 250 ชม.
  2. หมั่นตรวจน๊อตสกรูที่ยึดไดชาร์ทให้แน่นเสมอ  เพราะถ้าปล่อยให้หลวม  จะทำให้ขายึดได
ชาร์ทแตกหักได้
  1. ขณะปฏิบัติงานหากเกิดมีเสียงดังผิดปกติในตัวไดชาร์ท  ให้หยุดเครื่องยนต์ทำการตรวจ
สอบสาเหตุ  อาจเกิดจากลูกปืนหรือบู๊ชชำรุด  ทำให้เสียดสีภายในตัวไดชาร์ทได้
  1. ไม่ควรเอาถังน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ใกล้กับที่ติดตั้งไดชาร์ท  เพราะเชื้อเพลิงอาจลุกไหม้ได้โดย
ประกายไฟจากไดชาร์ท
  1. ถ้าน้ำเข้าไดชาร์ทหรือเปียกน้ำ  ควรถอดออกมาทำความสะอาด  โดยการอบหรือตากให้
แห้งสียก่อน  อย่าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดสนิม  และกระแสไฟลัดวงจรได้
  1. เมื่อไดชาร์ทไม่ทำงานหรือไม่จ่ายไฟอาจเกิดจากสาเหตุ  ไม่ควรทำการถอดซ่อมเองโดยไม่
มีความรู้หรือความชำนาญพอ  ควรแจ้งให้ผู้ที่มีความสามารถเฉพาะด้านนี้เป็นผู้ตรวจซ่อม  มิ
ฉนั้น  จะเกิดการเสียหายมากขึ้น
 
 
 
นาย อรุณ เพลิดดอน noklove1966@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 5/09/2013 14:58
4
อ้างอิง

นาย สุทธิพัฒน์ พุฒสระน้อย
5 เบื้องต้น การดูแลและรักษารถยนต์

 

 

GMLive

 

 

นอกจากปัญหาทางด้านสังคมแล้วยังมีปัญหาเรื่องของการใช้งานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะมือใหม่มักจะไม่ค่อยรู้เรื่องการใช้งานและการบำรุงรักษาเลย หลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความบกพร่องของตัวรถ แต่มันมาจากปัญหาเรื่องของความไม่รู้และการใช้งานผิดวิธี รวมถึงการได้รับการปลูกฝังแบบผิดๆ มาโดยตลอด อะไรบ้างที่เป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการใช้งานตัวรถ รวมถึงการใช้ผิดวิธี ลองมาดูแล้วปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้งานเสียใหม่ เพื่อให้รถยนต์คันโปรดสามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน

 

1. น้ำมันเครื่อง

 

สมัยก่อนสูตรการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 3,000 กิโลเมตรในเมือง และ 5,000 กิโลเมตรเดินทางไกล ถือว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะว่าสมัยนั้นเรื่องของโลหะวิทยายังต่ำมากๆ สังเกตได้จากรถยนต์ต้องเปลี่ยนแหวนลูกสูบ ต้องบดวาล์ว หรือทำ Top Overhall กันที่ประมาณ 1.5 แสนกิโลเมตรเท่านั้นเอง ในขณะที่รถยุคหลังเครื่องยนต์สามารถใช้งานได้มากกว่า 3 แสนกิโลเมตร โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแหวน

 

น้ำมันเครื่องก็เช่นกันมีการพัฒนาควบคู่กันโดยตลอด มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นมาก อย่าไปหลงอยู่กับการยึดติดเก่าๆ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีด้านต่างๆ พัฒนาไปไกล จากงานวิจัยพบว่าน้ำมันเครื่องเกรดธรรมดาในปัจจุบันนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิมเป็นเท่าตัว แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเร็วเกินไป นอกจากทำให้สิ้นเปลืองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากน้ำมันเครื่องเก่าเป็นขยะพิษที่ไม่ย่อยสลายในธรรมชาติต้องผ่านกระบวนการทำลายอย่างถูกต้อง

 

รถยนต์หลายยี่ห้อที่ใช้น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดา โดยระบุว่าสามารถใช้งานได้ถึง 1 แสนกิโลเมตร แต่คนส่วนมากไม่เชื่อเพราะคิดว่าบริษัทรถยนต์ต้องการให้เครื่องหลวมเร็ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะจุดประสงค์หลักต้องการลดขยะพิษ และลดค่าดูแลรักษาตามระยะให้ถูกลง

 

การใช้น้ำมันเครื่องที่ถูกต้องนั้นต้องดูจากฉลากข้างกระป๋องเป็นสำคัญ บางยี่ห้อจะระบุไว้ว่าให้เปลี่ยนที่ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 เดือน ลองเปรียบเทียบดูจากฉลากของแต่ละยี่ห้อ แล้วเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่านอกจากจะประหยัดเงินแล้วยังช่วยลดขยะพิษได้อีกทางหนึ่ง

 

 

GMLive

 

 

2. อุ่นเครื่อง 3-5 นาที

 

เครื่องยนต์ประกอบด้วยโลหะหลายชนิดด้วยกัน การออกแบบชิ้นส่วนจะมีการเผื่อระยะให้โลหะบางชิ้นขยายตัวให้ฟิตพอดีกับอีกชิ้นส่วนหนึ่ง ถ้าไม่อุ่นให้เครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิใช้งานก่อน จะทำให้เกิดการสึกหรอมากกว่าปกติเนื่องจากชิ้นส่วนมีการแกว่งหรือเขย่า

 

แต่การอุ่นเครื่องให้ถึงอุณหภูมิใช้งานนั้นไม่ควรทำโดยจอดอยู่กับที่ เพราะจะทำให้เกิดมลพิษสูงเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ การอุ่นเครื่องที่ถูกต้องคือหลังจากสตาร์ทเครื่องพอไฟโชว์ต่างๆ บนหน้าปัดดับหมด ก็พร้อมเคลื่อนที่ได้แต่ต้องแล่นช้าๆ สักครู่เพื่อให้เครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิร้อนขึ้น เมื่อเข็มความร้อนเริ่มขยับสูงขึ้นสักประมาณครึ่งหนึ่งของระดับปกติก็สามารถเพิ่มความเร็วได้จนเข็มความร้อนชี้ในระดับปกติก็ใส่กันได้เต็มที่

 

เรื่องการวอร์มเครื่องยนต์นั้น ตอนเช้ายังไม่น่าหนักใจเท่าตอนจอด โดยเฉพาะพวกที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบการอุ่นเครื่องก่อนดับถือว่าสำคัญมากๆ ใครที่เป็นคนช่างสังเกตจะรู้ว่าหลังจากที่ขับมาด้วยความเร็วสูงๆ แล้วดับเครื่องทันที สักพักเราจะได้ยินเสียงโลหะหดตัวดังเป็นระยะๆ

 

เหตุผลที่ต้องทำการอุ่นเครื่องก่อนดับ เพราะว่าหลังจากดับเครื่องยนต์แล้วระบบระบายความร้อนจะไม่ทำงาน น้ำจะไม่ไหลเวียน บางยี่ห้อพัดลมไฟฟ้าอาจจะทำงานต่อระยะเวลาสั้นๆ แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรมาก

 

เมื่อดับเครื่องอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกราว 20-25 องศาเซลเซียส และอาจสูงกว่านั้นถ้าขับแช่มาด้วยรอบเครื่องสูงๆ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นโลหะก็จะขยายตัวมากขึ้น นานๆ ไปอาจทำให้เกิดความเครียดขึ้นกับชิ้นส่วนภายใน การสึกหรอเร็วกว่าปกติก็จะตามมาโดยเฉพาะกับเครื่องยนต์เทอร์โบ

 

การอุ่นเครื่องก่อนดับที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การอุ่นเครื่องอยู่กับที่เพราะจะก่อปัญหาเช่นเดียวกับการอุ่นเครื่องตอนเช้า วิธีก็คือก่อนถึงที่หมายสักประมาณ 2-3 กิโลเมตร ให้ลดความเร็วลง โดยวิ่งความเร็วคงที่พยายามให้รอบเครื่องยนต์ต่ำๆ ระบบระบายความร้อนจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ยิ่งใช้ความเร็วสูงต่อเนื่องมานานก็ต้องเพิ่มระยะทางในการอุ่นเครื่องให้นานขึ้น เพราะเครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ต้องใช้เวลาในการลดอุณหภูมิพอสมควร ถ้าปฏิบัติแบบนี้สามารถดับเครื่องยนต์ได้เลยทันที

 

3. การใช้เกียร์อัตโนมัติ

 

ถ้าเป็นรถรุ่นเก่าหน่อยที่ระบบเกียร์ยังไม่ฉลาดมากนัก จำเป็นต้องเปลี่ยนลงมาเกียร์ต่ำทั้งขึ้นและลงเขา เพื่อรักษารอบของเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ตัวรถจะได้มีแรงบิดพอสำหรับการฉุดลาก

 

เกียร์รุ่นเก่านั้นเมื่อรอบเครื่องยนต์และแรงดันน้ำมันถึง มันก็จะเปลี่ยนเป็นเกียร์สูงขึ้น ทำให้รถไม่มีแรงหรือไม่มีเอ็นจิ้น เบรก ส่วนรถสมัยใหม่ไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะระบบจะรู้ทันทีว่าคุณกำลังขึ้นหรือลงเนินอยู่ และจะทำการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เหล่านั้น โดยที่คุณไม่ต้องพะวงกับการทำงานของมันเลย

 

ข้อนี้จึงต้องแยกเป็น 2 ประเด็นด้วยกัน คือ รถเก่าหรือระบบควบคุมเกียร์ไม่ทันสมัยต้องเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ ส่วนรถใหม่ๆ ลองสังเกตดูเวลาเวลาขึ้นเขาแล้วเกียร์เปลี่ยนเป็นเกียร์สูง เวลาลงเขาก็ไม่คาเกียร์เอาไว้ให้มีแต่จะเปลี่ยนเป็นเกียร์สูงขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องเปลี่ยนลงมาเป็นเกียร์ต่ำเพื่อความปลอดภัยของเครื่องยนต์และเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

 

 

GMLive

 

 

4. รถติดไฟแดงควรใช้เกียร์ N หรือ D

 

ในทางปฏิบัตินั้นเกียร์ออโต้ยุคแรกๆ ยังไม่ทนทานเท่าปัจจุบัน รวมทั้งใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่มีแรงบิดสูง ยุคนั้นกลไกการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ยังโบราณอยู่ การเหยียบเบรกแช่เมื่อรถติดไฟแดงในตำแหน่งเกียร์ D จึงเหมาะสม อีกเหตุผลหนึ่งในยุคนั้นติดไฟแดงกันช่วงเวลาสั้นๆ

 

ในรถยุคปัจจุบันกลไกการเปลี่ยนเกียร์พัฒนาไปมาก โดยเฉพาะความทนทานและที่พัฒนาควบคู่กันไป คือรถติดนานขึ้น การเปลี่ยนไปใช้เกียร์ N มีความปลอดภัยกว่าหลายๆ ด้าน ประเด็นแรกคือเรื่องของการสึกหรอในระบบเกียร์จะต่ำกว่า

 

เคยใช้เครื่องมือตรวจสอบของศูนย์บริการทดสอบ ปรากฏว่าจอดคาเกียร์ D ไว้ไม่ถึง 3 นาทีความร้อนของน้ำมันเกียร์เพิ่มขึ้นมาหลายองศา การคาเกียร์ D ยังเป็นการสร้างความเครียดให้กับชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวของช่วงล่างทั้งหมด ทำให้อายุการใช้งานของบู๊ชยางต่างๆ และชิ้นส่วนที่ต่อมาจากเกียร์สึกหรอเร็วกว่าปกติ

 

อัตราที่มองข้ามและทำให้มีคนเสียชีวิตมาแล้ว คือกรณีของรถที่พุ่งไปชนคันหน้า ไม่ก็พุ่งชนคน เพราะจังหวะที่เผลอปล่อยเบรก หรือขึ้นเบรกมือไว้ไม่สุดจะทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าได้ เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานควรเข้าเกียร์ N และดึงเบรกมือไว้เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล

 

 

GMLive

 

 

5. รู้จักอ่านคู่มือประจำรถ

 

เวลาซื้อมือถือหรืออุปกรณ์อะไรใหม่ๆ มาก็ยอมเสียเวลาอ่านคู่มือการใช้งานได้ แต่คู่มือรถกลับไม่มีใครให้ความสนใจ บางคนใช้รถมา 4-5 ปีไม่เคยเปิดอ่านคู่มือเลยก็มี ในคู่มือประจำรถจะบอกถึงวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง การบำรุงรักษา และการแก้ไขเบื้องต้น

 

ดังนั้นเมื่อมีคู่มือต้องศึกษาอย่างละเอียด และคู่มือของรถแต่ละรุ่นไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับรถรุ่นอื่นได้ แม้ว่าจะเป็นรถค่ายเดียวกันก็ตามที เพราะอุปกรณ์หลายอย่างออกแบบมาไม่เหมือนกัน หรือใช้เทคโนโลยีคนละชนิดเพราะฉะนั้นควรใส่ใจในการศึกษาอ่านคู่มือประจำรถให้ดี

 

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่มือใหม่ไม่เคยรู้ และมือเก่ากว่าครึ่งก็ไม่รู้เหมือนกัน แถมยังถ่ายทอดมายังมือใหม่แบบผิดๆ อีกเช่นกัน การปรับเปลี่ยนทัศนคติและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร มารยาทบนท้องถนน และการดูแลรักษารถยนต์ เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะจะทำให้คุณใช้งานรถยนต์ได้อย่างยาวนาน และมีส่วนช่วยให้ปัญหาจราจรลดลง

 
นาย สุทธิพัฒน์ พุฒสระน้อย top_suphipat_city@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 5/09/2013 16:12
5
อ้างอิง

นาย จิรเดช เขียดจะโปะ
ดูแลรักษารถยนต์ แบบง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง
 
ในยุคเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่พยายามรัดเข็มขัด ประหยัดเงินกันอย่างเต็มที่ทางเลือกอีกวิธีหนึ่งของคนมีรถที่ช่วยในการลดค่าใช้จ่ายคือการดูแลรักษารถสุดที่รักของตัวเองให้อยู่กับเราไปได้นานที่สุด ไม่เสื่อมอายุการใช้งานเร็วเกินไป
สำหรับผู้ใช้รถทุกท่าน การดูแลรักษาเครื่องยนต์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการยืดอายุการใช้งานรถของคุณ ปกติเราต้องตรวจตราดูแลรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ อาจจะสัปดาห์ละครั้งสำหรับการดูแลอย่างละเอียด แต่ถ้าเป็นไปได้ถ้าเราหมั่นดูแลรถของเราทุกวันก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทุกวันนี้ถึงแม้จะมีศูนย์ให้บริการดูแลรักษารถตามสถานที่ต่างๆตรวจเช็กระยะตลอดทุกๆ 10,000 กิโลเมตร แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่า รถของคุณนั้นจะไม่เกิดปัญหาระหว่างทาง  ทางที่ดีที่สุดคือความไม่ประมาท ควรจะหมั่นตรวจสอบอยู่เป็นระยะๆ เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่บานปลายจนต้องเสียเงินไปอีกหลายพันจนถึงเป็นหมื่นๆ บาท การดูแลรักษารถยนต์นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ยุ่งยากและเสียเวลามากเลย เรามีข้อควรปฏิบัติอย่างง่ายสำหรับการดูแลรักษารถยนต์ประจำวันของคุณมานำเสนอครับ
ประการที่ 1
ที่จะต้องตรวจก็คือ ลมยาง ตรวจง่ายๆด้วยสายตาว่ามันแฟบอ่อนหรือเปล่า ดูทุกเส้นนะครับ เพราะถ้าลมยางของแต่ละล้อไม่เท่ากันจะมีผลต่อการทรงตัวของรถ ทำให้เบรกปัด วิ่งส่าย รถแถไปด้านหนึ่ง เป็นที่มาของการเกิดอุบัติเหตุด้วย อาจจะทำให้อายุของยางสั้นลง จึงต้องควักกระเป๋าก่อนถึงเวลาอันควรด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าพบว่าแรงดันลมไม่เท่ากันต้องตรวจเติมลมให้เรียบร้อย
ประการที่ 2
ที่ต้องตรวจนั้นคือ ตรวจดูรอยหยดรั่วของน้ำและน้ำมันต่างๆ ใต้ท้องรถซึ้งก้มดูด้วยสายตาทำได้ง่ายๆครับ ถ้าพบว่ารั่วที่ล้อและเป็นน้ำมันเบรก จะต้องงดใช้งาน รีบปรึกษาช่าง และเมื่อตรวจพบว่าน้ำระบายความร้อนรั่วหยดให้หาที่มาของการรั่ว ถ้าเป็นข้อต่อให้ใช้ไขควงกดอัดให้แน่น และถ้าพบรอยรั่วของน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์หรือน้ำมันเฟืองท้ายก็อย่านิ่งนอนใจ เมื่อมีเวลาจะต้องนำไปปรึกษาช่างเพื่อทำให้รอยรั่วนั้นๆ หมดไป ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยต่อกลไกดังกล่าว ของรถยนต์ นะครับ
ประการที่ 3
คือการดูแลน้ำระบายความร้อน วิธีดูก็ไม่ได้ยุ่งยากเลยนะครับ เพียงตรวจโดยการเปิดฝาหม้อน้ำออกถ้าพบว่าน้ำพร่องน้อยลงไปก็ใช้น้ำสะอาดเติมลงไปให้เต็ม สำหรับรถบางคันนะครับ ลองสังเกตดูว่าถ้ามีขวดพลาสติกที่เก็บน้ำอยู่และมีท่อเล็กๆ ต่อไปถึงหม้อน้ำ ก็ไม่ต้องเปิดฝาหม้อน้ำนะครับ ให้ดูระดับน้ำที่ขวดเก็บน้ำสำรองแทน ถ้าน้ำยังอยู่ในระดับที่กำหนดก็ไม่ต้องเติม แต่ถ้าต่ำก็ให้เปิดฝาขวดเก็บน้ำสำรอง แล้วเติมน้ำสะอาดให้เต็มนะครับ เรื่องดูแลน้ำระบายความร้อนอย่าละเลย เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ของท่านเสื่อมสภาพเร็วได้นะครับ 
ประการที่ 4
ดูแล ตรวจเติมระดับน้ำมันเครื่องนะครับ เพราะถ้าน้ำมันเครื่องพร่องหรือแห้งจะทำให้เกิดการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ วิธีตรวจระดับน้ำมันเครื่องก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลย เพียงแต่ดึงเหล็กวัดออกมาเช็ดทำความสะอาดแล้วใส่กดลงไปยังตำแหน่งของมันให้สุดจากนั้น ดึงออกมาตรงๆในแนวดิ่ง ระดับน้ำมันจะสังเกตได้จากรอยคราบน้ำมันที่เกาะอยู่ปลายเหล็กวัด น้ำมันจะต้องอยู่ระหว่างกลางขีดที่มีอักษรL(Low) และ F(Full)  ถ้าต่ำจาก L ก็ให้เติมให้อยู่ในระดับเท่าเดิมและไม่ควรเติมจนเกินอักษร F เพราะจะทำให้ควันขาวจากน้ำมันเครื่องเข้ามาห้องเผาไหม้และเพลาข้อเหวี่ยงรั่วนะครับ ซึ้งก็ไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์เลย
ประการที่ 5
การตรวจเติมน้ำเบรกในกระบอกเก็บน้ำมันเบรกที่แม่ปั๊มเบรก ถ้ามีระดับสูงก็ไม่ต้องเติมนะครับ แต่ถ้าพร่องต่ำกว่าขีดที่กำหนดให้เติมจนได้ระดับที่ถูกต้อง การเติมน้ำมันเบรกมีข้อควรระวังก็คือ อย่าให้น้ำมันเบรกหกราดโดนสีรถจะทำให้สีเสียหาย และถ้าหกห้ามเช็ดนะครับ ให้ใช้น้ำราดให้เจือจาง เพราะจะทำให้สีเสียหายเป็นแผลทางยาวไปตลอดแนวที่เช็ด สำหรับน้ำมันเบรกนั้นถ้าพร่องมากๆทุกวัน จะต้องรีบนำรถไปปรึกษาช่างนะครับ  เพราะเบรกคือชีวิต   มีชีวิตของใครบ้างหรือครับ ก็ชีวิตของท่าน และผู้ที่โดยสารมากับท่านรวมถึงผู้ร่วมใช้รถใช้ถนนกับท่านด้วย
ประการสุดท้าย
การบำรุงรักษาประจำวัน คือกระบอกคลัตช์น้ำมันจะต้องมีการตรวจเติมน้ำมันให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง กระบอกดังกล่าวอยู่ข้างๆกระบอกน้ำมันเบรกและน้ำมันที่เติมก็คือน้ำมันเบรกนั่นแหละ อย่าละเลยครับ เพราะถ้าน้ำมันหมดจะเข้าเกียร์ไม่ได้ นั่นคือรถวิ่งไม่ได้นั่นเอง
 
นาย จิรเดช เขียดจะโปะ uiolk082@hotmail.com [202.29.231.xxx] เมื่อ 5/09/2013 16:15
6
อ้างอิง

นายพงศ์พันธ์ เติมพรมราช

 

วิธีบำรุงรักษารถยนต์

       กิจวัตรการดูแลรถยนต์ของท่าน เพราะรถยนต์ฟอร์ดของท่าน (และรถยนต์อื่นๆ) เป็นเสมือนศูนย์รวมของวงจรเครื่องจักรที่ซับซ้อนมากมาย ดังนั้นรถยนต์จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี และสม่ำเสมอ เราขอแนะนำให้ท่านเลือกศูนย์บริการที่เชื่อถือได้เป็นผู้ให้บริการกับรถของท่าน หรือจะให้ดีก็ควรเลือกศูนย์บริการของฟอร์ด เพื่อความอุ่นใจในประสิทธิภาพของอะไหล่แท้และการบริการสูงสุด วิศวกรและเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการฝึกอบรมจากฟอร์ดโดยตรงและอะไหล่แท้ของฟอร์ดคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับรถท่าน เพราะหากไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีหรือไม่ได้ใช้อะไหล่คุณภาพดีในการเปลี่ยนให้กับรถท่าน การทำงานของรถยนต์อาจจะเกิดการขัดข้องและอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้

ท่านควรจะเก็บบันทึกการเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามกำหนดไว้ให้ดี เพราะท่านจะไม่สามารถเรียกร้องสิทธิตามเงื่อนไขการรับประกันได้หากรถยนต์ของท่านขาดการดูแลเอาใจใส่, มีการนำชิ้นส่วนอะไหล่ที่ไม่ใช่ของแท้มาติดตั้งหรือได้รับการปรับแต่งมาจากช่างที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของฟอร์ด ดังนั้น เราจึงขอแนะนำให้ท่านนำรถยนต์เข้ารับบริการจากศูนย์บริการของฟอร์ดและใช้แต่อะไหล่แท้เท่านั้นหากท่านต้องการทำการบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้นด้วยตัวท่านเอง ให้ศึกษาวิธีการได้จากคู่มือรถยนต์ของท่าน หรือจากเนื้อหาในส่วนของ การแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวท่านเองในเว็บไซต์นี้ ตารางเวลาการบำรุงรักษาจะช่วยแนะนำท่านถึงวิธีในการดูแลรักษารถยนต์ฟอร์ดของท่านให้มีประสิทธิภาพสูงอยู่เสมอ พยายามปฏิบัติตามกำหนดการณ์ต่างๆ ที่ระบุไว้ และควรจะตัดสินใจ ซ่อมแซม, ทำความสะอาด, ปรับแต่ง หรือเปลี่ยน ชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่ถึงกำหนดนั้นๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของรถท่าน

เมื่อเติมน้ำมัน ควรตรวจสอบสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้:

ระดับน้ำมันเบรกและคลัทช์ ระดับน้ำหม้อน้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์ ระดับน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำฉีดล้างกระจก

อย่างน้อยเดือนละครั้งควรจะ: ตรวจสอบระดับความดันลมยาง รวมถึงยางอะไหล่

อย่างน้อยปีละสองครั้งควรจะ: ตรวจสอบระดับน้ำมันหล่อลื่นชุดส่งกำลัง ตรวจสอบระดับน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ตารางการบำรุงรักษารถตามระยะเวลา / ระยะทาง

1.

เครื่องยนต์

ทุกๆ ระยะทาง / เวลา

ตรวจสอบระดับน้ำมันหล่อลื่น

ทุกครั้งที่เข้าปั๊มเติมน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสับดาห์ละครั้ง

เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่น

3,000 - 5,000 กิโลเมตร (1 ปี)

เปลี่ยนกรองน้ำมันหล่อลื่น

ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่น

ตรวจสอบระยะช่องว่างของวาล์ว ถ้าไม่เหมาะสม ก็ตั้งวาล์วใหม่

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

2.

ระบบจุดระเบิด

ตั้งระยะหน้าทองขาว และเขี้ยวหัวเทียน

10,000 กิโลเมตร (6 เดือน)

เปลี่ยนชุดทองขาว และคอนเดนเซอร์

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

เปลี่ยนหัวเทียน

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

ตรวจสอบสายหัวเทียน

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

เปลี่ยนสายหัวเทียน

60,000 กิโลเมตร (3 ปี)

ตรวจสอบฝาครอบจานจ่าย และหัวนักกระจอก (หัวโรเตอร์)

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

ปรับไทม์มิ่งจุดระเบิด

ทุกครั้งที่ตั้งระยะหน้าทองขาว

3.

แบตเตอรี่

ตรวจสอบระดับของเหลวในแบตเตอรี่

ทุกสัปดาห์

ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่

1,500 กิโลเมตร (1 เดือน)

4.

ระบบหล่อเย็น

ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น

ทุกสัปดาห์

ตรวจสอบสภาพท่อน้ำหล่อเย็น

1,500 กิโลเมตร (1 เดือน)

ตรวจสอบฝาหม้อน้ำ

1,500 กิโลเมตร (1 เดือน)

ตรวจสอบสายพาน และปรับความตึง

5,000 กิโลเมตร (3 เดือน)

เปลี่ยนสายพาน

40,000 กิโลเมตร (2 ปี)

เปลี่ยนน้ำหล่อเย็น

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

ล้างหม้อน้ำ

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

5.

ระบบเชื้อเพลิง

ทำความสะอาดกรองอากาศ

5,000 กิโลเมตร (3 เดือน)

เปลี่ยนกรองอากาศ

20,000 กิโลเมตร (1 ปี)

เปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิง

40,000 กิโลเมตร (2 ปี)

 
นายพงศ์พันธ์ เติมพรมราช poagpan.tam@hotmail.co.th [202.29.231.xxx] เมื่อ 6/09/2013 10:36
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
รูปประกอบความคิดเห็น :
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
อีเมล์ :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :